ต้อหิน


ต้อหินคืออะไร
          ต้อหิน เป็นโรคที่มีการเสื่อมของประสาทตา จากความดันในตาสูงขึ้นหรือบางคนความดันตาไม่สูงก็ได้ ความดันในตาที่สูงจะกดดันเส้นประสาท (Optic nerve) ให้เสื่อม เมื่อความดันสูงเป็นเวลานาน จะทำให้สูญเสียการมองเห็น

อาการของต้อหิน
          เนื่องจากโรคต้อหินมีการดำเนินอย่างช้า ๆ ความดันในตาค่อย ๆ เพิ่ม (โดยปกติแล้วความดันลูกตาของคนปกติไม่เกิน 21 มิลลิเมตรปรอท) ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการ จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็น ซึ่งใช้เวลา 5-10 ปี จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับว่าจะตรวจพบต้อหินระยะใด เช่น พบตั้งแต่ระยะเพิ่งเริ่มเป็น จะสามารถคุมไว้ได้ แต่ถ้าตรวจพบต้อหินระยะที่เป็นมากแล้วหรือระยะท้าย ๆ ก็อาจตาบอด ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อหิน

  • มีประวัติครอบครัว เช่น พ่อแม่ พี่น้องของเราเอง เป็นต้อหิน
  • อายุมากกว่า 40 ปี
  • เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และความผิดปกติทางเลือดและเส้นเลือด
  • มีสายตาสั้นหรือยาวมาก
  • ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน (Steroid)
  • ได้รับอุบัติเหตุที่ลูกตามาก่อน และโรคตาบางชนิด

ชนิดของต้อหิน
แบ่งออกเป็น 3 ชนิดใหญ่ คือ
1. ต้อหินปฐมภูมิ (Primary glaucoma) แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
          1.1 ต้อหินชนิดมุมเปิด เป็นต้อหินชนิดเรื้อรัง พบบ่อยที่สุด เกิดจากเนื้อเยื่อส่วนที่ทำหน้าที่ระบายน้ำ หล่อเลี้ยงลูกตาผิดปกติ ทำให้ความดันตาเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเริ่มเป็นใหม่ ๆ จะไม่มีอาการอะไร จนเป็นมากขึ้น จึงมีลานสายตาแคบลง ถ้าต่อการรักษาด้วยตา

          1.2 ต้อหินชนิดมุมปิด เกิดในผู้ป่วยที่มีมุมของช่องหน้าลูกตาแคบจนม่านตาไปปิดทางระบายน้ำออกในลูกตา ซึ่งอยู่ตรงมุมระหว่างม่านตากับกระจกตา ทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้น ถ้าเป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ ตาแดง ตามัวลงมาก แต่ถ้าเป็นแบบเรื้อรัง จะมีอาการปวดตาเล็กน้อยหรือปวดมาก ตามัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ โดยมากมักผ่าตัดรักษา

2. ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary glucoma)
          เป็นต้อหินที่เป็นผลตามมาจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น จากต้อกระจกที่เป็นมาก ม่านตาอักเสบ อุบัติเหตุทางตา การใช้ยาหยอดตาพวกสเตียรอยด์เป็นเวลานาน เบาหวานขึ้นจอตา เส้นเลือดที่จอประสาทตาอุดตัน หรือหลังการผ่าตัดตาบางอย่าง

3. ต้อหินแต่กำเนิด (Congenital glaucoma)
          เป็นต้อหินที่พบในเด็กแรกคลอดจนถึงอายุ 3 ปี สาเหตุอาจเป็นจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น มารดาเป็นหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ อาการของต้อหินชนิดนี้คือ เด็กจะมีน้ำตาไหล สู้แสงไม่ค่อยได้ ไม่ยอมลืมตา ลูกตาอาจมีขนาดโตขึ้น ตาดำมีขนาดใหญ่กว่าปกติ กระจกตาดำขาวขุ่น ถ้าไม่ได้รับการรักษาเด็กจะมองไม่เห็น และตาบอดในที่สุด

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นต้อหิน

          จากการตรวจตา วัดความดันลูกตาและตรวจลานสายตา จึงจะบอกได้ว่าเป็นต้อหินหรือไม่

ต้อหินรักษาได้อย่างไร

          ต้อหินเป็นโรคที่มักจะอยู่กับคนที่เป็นไปตลอดชีวิต จักษุแพทย์มักเริ่มต้นการรักษาด้วยยาหยอด หากจำเป็นก็จะเพิ่มยาเม็ดรับประทานในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยเลเซอร์ การผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยต้อหินเป็นสิ่งจำเป็น หากไม่สามารถควบคุมโรคได้ด้วยยา และเลเซอร์

หากท่านเป็นโรคต้อหินควรปฏิบัติอย่างไร

  1. ใช้ยาหยอด ยารับประทาน ตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรรอจนยาหมด ควรให้มียาเผื่อไว้เสมอ
  2. ควรไปตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง ควรแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบเกี่ยวกับโรคประจำตัวอื่น ๆ ของท่านด้วย
  3. อย่าซื้อหยอดตาที่ไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากจักษุแพทย์มาหยอดเอง ยาหยอดตาชนิดทำให้ต้อหินแย่ลง
  4. เนื่องจากโรคต้อหินมีส่วนเกี่ยวข้อทางพันธุกรรม ควรแนะนำสมาชิกภายในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี รับการตรวจจากจักษุแพทย์เพื่อการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก
  5. พยายามสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสายตาของท่าน และปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ เมื่อมีอาการผิดปกติ ควรมาพบแพทย์ทันที

ป้องกันไม่ให้เป็นต้อหินได้อย่างไร

  1. อายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
  2. รักษาและถนอมดวงตา หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนทางดวงตา
  3. ไม่ควรหยอดยาประเภทสเตียรอยด์ โดยแพทย์ไม่ได้สั่ง
  4. รับประทานอาหารตามหลักอนามัย
  5. เมื่อมีอาการผิดปกติทางตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์